กะหลํ่าปลีสีม่วง 90-100 วัน เก็บเกี่ยวได้
กะหล่ำปลีสีม่วง เป็นพืชล้มลุกที่มีอายุนานกว่า 1 ปี มีลักษณะคล้ายกะหล่ำปลีทั่วไป แต่ใบจะมีสีแดงหรือม่วงอมแดง เนื่องจากมีสาร anthocyanin อยู่เป็นจำนวนมาก
มีลำต้นสั้น ใบสีแดงหนามีนวลขาวๆ ปกคลุม ออกเป็นใบเดี่ยวเรียงซ้อนกันแน่น ลักษณะของหัวมีรูปร่างกลมหรือค่อนข้างกลม ซึ่งขึ้นอยู่กับแต่ละสายพันธุ์
การปลูกควรเริ่มต้นจากการเพาะต้นกล้าในถาดหลุม หรือแปลงเพาะ หากเพาะในแปลงควรใส่สารป้องกันโรคโคนเน่าลงไปก่อนที่จะปลูก และฉีดพ่นสารป้องกันมดและแมลงที่จะเข้าทำลายกัดกินเมล็ดพันธุ์ และย้ายต้นกล้าไปปลูกหลังจากเพาะไม่เกิน 25 วัน
เป็นผักที่เจริญเติบโตได้ดีในดินที่มีความร่วนซุย มีความชื้นสูง และสามารถระบายน้ำได้ดี ไม่มีน้ำท่วมขัง มีค่าพีเอชของดินระหว่าง 6-6.5 แต่ก็สามารถเติบโตได้ในดินแทบทุกชนิด หรือใส่ปูนขาวลงไปเพื่อปรับสภาพดินให้เหมาะสมก่อนปลูก และเป็นพืชที่ต้องการแสงแดดแบบเต็มวัน
แปลงปลูกขุดดินตากทิ้งไว้ประมาณ 2 สัปดาห์ แปลงควรมีความกว้างประมาณ 1-1.5 เมตร ระยะห่างระหว่างต้นและแถวประมาณ 40×40 เซนติเมตร รองพื้นแปลงด้วยปุ๋ยหมักและปุ๋ยคอกในอัตรา 2-4 กิโลกรัมต่อ 1 ตารางเมตร หากปลูกในฤดูฝนควรยกแปลงสูงกว่าปกติประมาณ 30-35 เซนติเมตร เพื่อให้มีการระบายน้ำได้อย่างสะดวก ไม่ท่วมขังในแปลง
อุณหภูมิที่เหมาะสมต่อการเจริญเติบโตจะอยู่ระหว่าง 15-20 องศาเซลเซียส ในระยะที่เริ่มห่อปลีและเจริญเติบโตพัฒนาขึ้นควรให้น้ำด้วยระบบสปริงเกิลในปริมาณที่เพียงพอต่อความต้องการ หากต้นกล้าที่นำไปปลูกตายควรปลูกซ่อมภายใน 7-10 วัน
กำจัดวัชพืชพร้อมกับการใส่ปุ๋ยคอกทุกครั้ง ศัตรูพืชที่มักเข้าทำลายส่วนใหญ่จะเป็นโรคราน้ำค้าง โรคโคนเน่า โรคเน่าดำ โรคเน่าเละ เพลี้ยอ่อน ด้วงหมัดผัก หนอนกระทู้ดำ หนอนใยผัก หนอนคืบ หนอนกระทู้ หนอนเจาะยอด ซึ่งมักจะระบาดในช่วงที่ต้นกล้ามีอายุได้ประมาณ 18-21 วัน ไปจนถึงระยะเก็บเกี่ยวที่มีอายุประมาณ 90-100 วัน แก้และป้องกันได้ด้วยการใช้สารชีวภัณฑ์ ที่ทางการแนะนำ
ระยะการเก็บเกี่ยวมักจะขึ้นอยู่กับฤดูกาลและสายพันธุ์ ซึ่งโดยปกติทั่วไปจะอยู่ที่ 90-100 วัน นับเป็นอีกหนึ่งของพืชที่อุดมไปด้วยคุณค่าของสารอาหารมากมายหลายชนิด เช่น โปรตีน คาร์โบไฮเดรต โซเดียม วิตามินซี ธาตุเหล็ก สารซัลเฟอร์ สารอินไทบิน สารเอสเมธิลเมโธโอนิน สารกอยโตรเจน และมีเส้นใยอาหารสูง
ซึ่งสารอาหารเหล่านี้จะช่วยป้องกันและรักษาโรคได้หลายชนิด เช่น โรคเลือดออกตามไรฟัน ช่วยกระตุ้นการทำงานของลำไส้ใหญ่ ต่อต้านการเกิดโรคมะเร็งลำไส้ มะเร็งในช่องท้อง ช่วยลดระดับคอเลสเตอรอล ช่วยระงับประสาททำให้นอนหลับได้ดี ช่วยรักษาโรคกระเพาะ ช่วยทำให้ระบบเผาผลาญอาหารในร่างกายดีขึ้น กระตุ้นการไหลเวียนของเลือดบริเวณตับ ไต ถุงน้ำดี และกระเพาะ เพิ่มการสร้างเม็ดเลือดแดงไปเลี้ยงส่วนต่าง ๆ ของร่างกายได้ดีขึ้น ป้องกันการเกิดโรคคอพอก
ปัจจุบันนิยมนำมาใช้ตกแต่งในจานอาหารให้ดูน่ารับประทาน หรือใช้เป็นผักสลัด แต่ไม่ควรนำไปปรุงอาหารโดยใช้ความร้อนเป็นเวลานานซึ่งจะทำให้สูญเสียคุณค่าทางอาหารและวิตามินไป
Cr.dailynews.co.th
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น