มะคาเดเมีย พืชเศรษฐกิจที่ดีต่อสิ่งแวดล้อม
มะคาเดเมีย มีถิ่นกำเนิดอยู่ที่ออสเตรเลีย มีการนำไปพัฒนาต่อยอดที่เกาะฮาวาย ประเทศสหรัฐอเมริกา ในปี พ.ศ. 2496 มีการนำมาปลูกในประเทศไทย โดยนำพันธุ์มาจากฮาวาย และมีการศึกษาวิจัยพันธุ์มาอย่างต่อเนื่อง ระยะแรกไม่ประสบความสำเร็จ จนกระทั่ง ปี พ.ศ. 2515 นักวิชาการด้านการเกษตรไทยได้เริ่มพัฒนาการวิจัยอย่างจริงจัง จนในที่สุดได้รับผลสำเร็จและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้รับรองพันธุ์อย่างเป็นทางการมีจำนวน 3 พันธุ์
ประกอบด้วยพันธุ์เชียงใหม่ 400 ซึ่งเป็นพันธุ์เบา ทรงต้นขนาดเล็ก เปลือกผลบาง มีเนื้อใน 34-42 เปอร์เซ็นต์ เหมาะสำหรับปลูกบนพื้นที่สูง 400 เมตร จากระดับน้ำทะเลปานกลางขึ้นไป พันธุ์เชียงใหม่ 700 ลักษณะทรงต้นตั้งตรง ขอบใบเป็นหนามมาก ผลใหญ่ กะลาบาง มีเนื้อผล 32-39 เปอร์เซ็นต์ ปลูกให้ผลดีบนพื้นที่สูงจากระดับน้ำทะเลปานกลาง 800 เมตร ขึ้นไป และพันธุ์เชียงใหม่ 1,000 ทรงต้นเป็นพุ่มกลม ให้เนื้อใน 34-38 เปอร์เซ็นต์ การเจริญเติบโตและให้ผลมีขนาดใหญ่ จึงให้ผลผลิตสูงกว่าอีก 2 พันธุ์ ที่กล่าวมา
ปัจจัยแวดล้อมสำคัญที่ทำให้การปลูกพืชชนิดนี้ให้ได้ผลผลิตที่ดีตามที่ต้องการนั้น หน้าดินต้องลึก ระบายน้ำได้ดี มีปริมาณน้ำฝนเฉลี่ยไม่น้อยกว่า 1,000 มิลลิเมตร ต่อปี อุณหภูมิอยู่ที่ระหว่าง 10-32 องศาเซลเซียส ที่สำคัญใน 1 ปี พื้นที่ปลูกจะต้องผ่านอุณหภูมิ 18 องศาเซลเซียส อย่างน้อยเป็นเวลา 1 เดือน เพื่อกระตุ้นการออกดอก และอุณหภูมิไม่เกิน 32 องศาเซลเซียส ตลอดทั้งปี หากมากกว่านี้จะมีผลในการผลิตให้กะลาแข็งตัวเร็ว ส่งผลให้เนื้อในมีขนาดเล็กลงไปด้วย
ต้องได้รับแสงวันละไม่ต่ำกว่า 10-12 ชั่วโมง มีไม้กันลมรอบพื้นที่ปลูก เพราะเป็นไม้ยืนต้นให้ผลที่มีระบบรากตื้น การหักโค่นมักเกิดขึ้นได้ง่ายเมื่อเจอลมแรงๆ พื้นที่มีการระบายน้ำดี ปริมาณน้ำฝนเฉลี่ยไม่ต่ำกว่า 1,000 มิลลิเมตรต่อปี อุณหภูมิ 10 - 32 ํc ในฤดูหนาว ช่วงออกดอกและเริ่มติดผล ควรได้รับความชื้นสัมพัทธ์ มากกว่า 75 % หากได้รับแสงแดดวันละ 10 - 12 ชม. มะคาเดเมียจะสังเคราะห์อาหารได้เต็มที่ ทำให้เนื้อในของผลมีคุณภาพที่ดีตามที่ตลาดต้องการ
ใน 1 แปลงปลูกควรนำหลายพันธุ์มาปลูกรวมกัน เพื่อช่วยการผสมเกสรและเพิ่มเปอร์เซ็นต์การติดผล ผลผลิตจะคุ้มทุนอยู่ที่ประมาณปีที่ 12-14 ทั้งนี้ขึ้นกับการดูแลรักษาและควรปลูกพืชแซมช่วง 10 ปีแรก พื้นที่ปลูกที่เหมาะสมควรเป็นพื้นที่ที่มีความสูง 700 เมตรขึ้นไป จากระดับน้ำทะเล ถ้าเป็นพื้นที่ต่ำกว่า 700 เมตร คือ 400 - 600 เมตร ควรอยู่ในเขตเส้นรุ้งที่ 19.8 องศาเหนือขึ้นไป ได้แก่พื้นที่ทางภาคเหนือตอนบนของประเทศไทย
ปลูกบนที่สูงจะออกดอกช่วง พ.ย.-ธ.ค. และ ก.ค.-ส.ค. อายุตั้งแต่ดอกบานถึงแก่ประมาณ 6-9 เดือน ขึ้นกับสถานที่ปลูก พื้นที่ที่สูงยิ่งเก็บเกี่ยวได้ช้า มะคาเดเมียเมื่อแก่ จะร่วงลงพื้น เริ่มให้ผลผลิตปีแรก 1- 3 กิโลกรัมต่อ 1 ต้น และเพิ่มขึ้นทุกปี อายุ 10 ปีขึ้นไป ให้ผลผลิต 20 - 30 กิโลกรัมต่อ 1 ต้น อายุ 20 ปีขึ้นไป 40-60 กิโลกรัมต่อ 1 ต้น หลังปลูกมีอายุได้ไม่น้อยกว่า 50 ปี จึงนับเป็นอีกหนึ่งพืชเศรษฐกิจชนิดยืนต้นที่เอื้อต่อสภาพแวดล้อม
หลังเก็บผลต้องรีบกะเทาะเปลือกเขียวข้างนอกออก เพราะถ้าผลกองรวมซ้อนกันมาก ๆ จะเกิดความร้อนทำให้เนื้อในคุณภาพไม่ดี หลังกะเทาะเปลือกนอกออก ควรผึ่งในที่ที่มีลมพัดผ่านสะดวกหรือวางบนตะแกรงเป็นชั้น ๆ เพื่อลดความชื้นก่อนเข้าตู้อบเพื่อกะเทาะเปลือกแข็ง
ตลาดในไทยปัจจุบันจะรับซื้อในรูปเมล็ดทั้งกะลา ที่ความชื้นประมาณ 10-15 % หรือกะเทาะกะลาออกและขายเนื้อในดิบที่ความชื้นประมาณ 1.5–3 % ในราคาที่สูงพอสมควร เนื่องจากผลผลิตยังมีน้อยกว่าความต้องการของตลาด
Cr.dailynews.co.th
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น